Feasibility Analysis of a THB 100 Billion Bottled Water Market in Thailand

วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของตลาดน้ำดื่ม 100,000 ล้านบาท/ปี

จากข้อมูลในอินโฟกราฟิก ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดปี 2568 มีมูลค่า 62,374 ล้านบาท

https://fic.nfi.or.th/market-intelligence-market-share-detail.php?smid=452&fbclid=IwY2xjawS0estleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFkS1A4QVF5TVg4R3QwV3lic3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHnMPdXVgc9IRTYgQKwYm5sglxkXm7gGZt2Zc1uu2KsBnxguw6jPjBrVDWAZh_aem_-Gw3dWA5Uyc-y5wn9cbfMQ

ภาพรวมตลาด

  • มูลค่าตลาด 62,374 ล้านบาท
  • เติบโต 4.5%
  • คาดการณ์ปี 2573 จะเติบโตเป็น 76,049 ล้านบาท

ส่วนแบ่งตลาด

  • Singha 21.7%
  • Crystal 17.1%
  • Nestlé Pure Life 8.3%
  • Namthip 5.0%
  • Other 47.9%

กลุ่ม Other มีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของตลาด แสดงว่าผู้ผลิตท้องถิ่นและแบรนด์ขนาดเล็กยังมีโอกาสแข่งขันได้

สัดส่วนตลาดตามประเภท

  • น้ำดื่มธรรมดา 46,861 ล้านบาท (75.1%)
  • น้ำดื่มอัดก๊าซ 9,876 ล้านบาท (15.8%)
  • น้ำดื่มฟังก์ชันนัล 5,637 ล้านบาท (9.1%)

สมมติฐานการคำนวณตลาดจริง

น้ำดื่มตลาดล่วง หลังสงครามอิหร่าน กลับมาที่ ราคาค้าส่ง 20 บาท – 23 บาท /แพ็ก ( 12 ขวด ) และรวมตลาดที่อาจไม่ได้สะท้อนในข้อมูลสำรวจทั้งหมด เช่น ร้านโชห่วย โรงงานท้องถิ่น และการขายตรง

ปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน

  • การกระจายสินค้า (Distribution)
  • พื้นที่วางสินค้า (Shelf Space)
  • ราคาและโปรโมชั่น
  • ความสัมพันธ์กับร้านค้าและช่องทางจำหน่าย

Key Insight

อุตสาหกรรมน้ำดื่มของไทยเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โอกาสของผู้ประกอบการไม่ได้ อยู่ที่การผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างเครือข่ายการกระจายสินค้า การเข้าถึงผู้บริโภค และ การบริหารช่องทางจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว แต่หากนำมุมมองของผู้ประกอบการมาวิเคราะห์ จะมีความเป็นไปได้ที่มูลค่าตลาดจริงจะสูงกว่านี้ เนื่องจากการสำรวจตลาดมักครอบคลุมเฉพาะช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่และแบรนด์หลัก ขณะที่ตลาดท้องถิ่นและการจำหน่ายโดยตรงจำนวนมากอาจไม่ได้ถูกรวมทั้งหมด

สมมติฐานจากผู้บริโภค 60% ของประชากรทั้งหมด

ตัวเลข 100,000 ล้านบาท ไม่ใช่ตัวเลขทางการ แต่เป็น การประมาณการเชิงธุรกิจ Business Estimation

เพื่อสะท้อนศักยภาพของตลาดน้ำดื่มทั้งหมดของประเทศไทย

1. ตัวเลขอ้างอิงจากรายงานตลาด

รายงานตลาดระบุว่า

  • ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด ปี 2568 มีมูลค่า 62,374 ล้านบาท

ซึ่งเป็นมูลค่าที่ประเมินจากข้อมูลตลาดที่มีการสำรวจ

ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 66 ล้านคน

หากสมมติว่า

  • 60% ของประชากร เป็นผู้บริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นประจำ

จะเท่ากับ 66 ล้าน × 60% = 39.6 ล้านคน

สมมติว่า

  • ผู้บริโภค 39.6 ล้านคน
  • ดื่มเฉลี่ย 2 ขวด/วัน

จะเกิดการบริโภค 39.6 ล้าน × 2 = 79.2 ล้านขวดต่อวัน

หรือ ประมาณ 6.6 ล้านแพ็กต่อวัน (12 ขวด/แพ็ก)

หากคิดราคาขายเฉลี่ย 25 บาท/แพ็ก

จะมีมูลค่าตลาดประมาณ

  • 165 ล้านบาทต่อวัน
  • หรือประมาณ 60,000 ล้านบาทต่อปี

เรื่องกำลังการผลิตโรงงานน้ำดื่ม หากประเมินตลาดน้ำดื่มที่ 100,000 ล้านบาทต่อปี
ราคาเฉลี่ย 25 บาท/แพ็ก และ 1 แพ็ก = 12 ขวด

จะต้องขายประมาณ

  • 10.96 ล้านแพ็กต่อวัน
  • 131.5 ล้านขวดต่อวัน

หากโรงงานน้ำดื่ม Local ระดับจังหวัดผลิตได้ประมาณ

  • 20,000 แพ็ก/วัน = โรงงานขนาดกลาง
  • 40,000 แพ็ก/วัน = โรงงานขนาดใหญ่

จำนวนโรงงานที่ต้องใช้กี่ 100 โรงงาน เพื่อรองรับตลาด 100,000 ล้านบาท

  • โรงงานที่ผลิต 20,000 แพ็ก/วัน ยอดขายระดับ 100 ล้าน
  • โรงงานที่ผลิต 40,000 แพ็ก/วัน ยอดขายระดับ 200 ล้าน

แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ว่า “ผลิตได้เท่าไร” เพราะถ้าตลาดต้องการประมาณ 11 ล้านแพ็กต่อวัน โรงงาน Local ขนาด 20,000–40,000 แพ็กต่อวัน ก็สามารถรองรับตลาดระดับ 100,000 ล้านบาทต่อปี ได้ไหม ?

อุตสาหกรรมน้ำดื่มไทยไม่ได้ขาดกำลังการผลิต แต่ขาดระบบกระจายสินค้า การสร้างแบรนด์ และการเข้าถึงลูกค้า ผู้ชนะไม่ใช่คนที่ผลิตได้มากที่สุด แต่คือคนที่ขายได้ต่อเนื่องทุกวัน

น้ำดื่ม E-SAN เป็นตัวอย่างที่สะท้อนสถานการณ์ที่พบได้บ่อยในอุตสาหกรรมน้ำดื่ม

ยอดขายเติบโตต่อเนื่อง

  • ปี 2564 รายได้ 45.24 ล้านบาท
  • ปี 2568 รายได้ 104.87 ล้านบาท

ภายใน 5 ปี ยอดขายเติบโต กว่า 132%

แต่…

กำไรกลับไม่เติบโตตาม

  • ปี 2564 กำไรสุทธิ 300,815 บาท

แม้ยอดขายจะสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ผลประกอบการกลับขาดทุน

สาเหตุสำคัญ

  • ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นตามยอดขาย
  • ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างมาก
    • จาก 0.43 ล้านบาท (ปี 2564)
    • เป็น 11.22 ล้านบาท (ปี 2568)
  • บริษัทลงทุนขยายโรงงานและเครื่องจักร ทำให้มีภาระหนี้สูง
  • อัตรากำไรขั้นต้นไม่เพียงพอรองรับต้นทุนทางการเงิน

บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ

ยอดขายที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นเสมอไป

หากธุรกิจเติบโตด้วยการลงทุนและก่อหนี้มากเกินไป โดยไม่มีการควบคุมต้นทุนหรือเพิ่มอัตรากำไร ธุรกิจอาจมียอดขายสูง แต่กำไรกลับลดลง หรืออาจขาดทุนได้

กรณีศึกษา: โรงงานน้ำดื่มที่ “ยอดขายโต แต่กำไรไม่โต”

ขอบคุณที่แบ่งปัน แชร์